Plenty Computer Official Forums

กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1
     หลายคนคงจะเคยอ่านสเปคของอุปกรณ์ Network และจะเจอในส่วนของการเชื่อมต่อ WI-FI ที่มีมาตรฐานที่แตกต่างกันไป บ้างก็รองรับ IEEE 802.11 ac บ้างก็จะเป็นแบบ IEEE  802.11 b/g/n หรืออื่นๆ หลายคน ที่ยังไม่ทราบคงอยากจะรู้ว่าตัวอักษรที่ต่อท้ายมันหมายถึงอะไร และมีความแตกต่างกันอย่างไร วันนี้เราจะมาอธิบายเกี่ยวกับมาตรฐานไวไฟ ให้ทราบกันครับ



ประวัติ WiFi
     IEEE 802.11 คือมาตรฐานการทำงานของระบบเครือข่ายไร้สายกำหนดขึ้นโดย Institute of Electrical and Electronics Engineers (IEEE) เป็นมาตรฐานกลาง ที่ได้นำมาปฏิบัติใช้ เพื่อที่จะทำการเชื่อมโยงอุปกรณ์เครือข่ายไร้สายเข้าด้วยกันบนระบบ ในทางปกติแล้ว การเชื่อมต่อระบบเครือข่ายไร้สาย จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์สองชิ้น นั่นคือ

     แอคเซสพอยต์ คือตัวกลางที่ช่วยในการติดต่อระหว่าง ตัวรับ-ส่งสัญญาญไวเลส ของผู้ใช้ กับ เราต์เตอร์ผ่านทางสายนำสัญญาณที่ทำจากทองแดงที่ได้รับการเชื่อมต่อกับระบบเครือข่าย เช่น สายแลนหรือสายโทรศัพท์ ADSL หรือผ่านทางสายใยแก้วนำแสง
ตัวรับ-ส่งสัญญาณไวเลส ทำหน้าที่รับ-ส่ง สัญญาณ ระหว่างตัวรับส่งแต่ละตัวด้วยกันหรือระหว่างตัวลูกข่ายกับแอคเซสพอยต์
หลังจากที่เทคโนโลยีเครือข่ายไร้สายนี้ได้เกิดขึ้น ก็ได้เกิดมาตรฐานตามมาอีกมายมาย โดยที่การจะเลือกซื้อหรือเลือกใช้อุปกรณ์เครือข่ายไร้สายเหล่านั้น เราจำเป็นจะต้องคำนึงถึงเทคโนโลยีที่ใช้ในผลิตภัณฑ์นั้นๆ รวมถึงความเข้ากันได้ของเทคโนโลยีที่ต่างๆด้วย

     WiFi หรือ เทคโนโลยีเครือข่ายแบบไร้สาย มาตรฐาน IEEE 802.11 ถือกำเนิดขึ้นในปี ค.ศ. 1997 จัดตั้งโดยองค์การไอทริปเปิ้ลอี (สถาบันวิศวกรรมทางด้านไฟฟ้าและอิเล็กโทรนิคส์) มีความเร็ว 1 Mbps ในยุคเริ่มแรกนั้นให้ประสิทธิภาพการทำงานที่ค่อนข้างต่ำ ทั้งไม่มีการรับรองคุณภาพของการให้บริการที่เรียกว่า QoS (Quality of Service) และมาตรฐานความปลอดภัยต่ำ จากนั้นทาง IEEE จึงจัดตั้งคณะทำงานขึ้นมาปรับปรุงหลายกลุ่มด้วยกัน โดยที่กลุ่มที่มีผลงานเป็นที่น่าพอใจและได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการว่า ได้มาตรฐานได้แก่กลุ่ม 802.11a, 802.11b และ 802.11g

     เทคโนโลยี 802.11 มีต้นกำเนิดในปี ค.ศ. 1985 กำหนดขึ้นโดยคณะกรรมการการสื่อสารแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (U.S. Federal Communications Commission) หรือ FCC ที่ประกาศช่วงความถี่สำหรับกิจการด้านอุตสาหกรรม วิทยาศาสตร์และการแพทย์ (ISM) สำหรับการใช้งานที่ไม่ต้องมีใบอนุญาต

     ในปี ค.ศ. 1991 บริษัท เอ็นซีอาร์/เอทีแอนด์ที (ตอนนี้เป็น Alcatel-Lucent และ LSI คอร์ปอเรชั่น) ได้สร้างชุดตั้งต้นของ 802.11 ในเมือง Nieuwegein, เนเธอร์แลนด์ ตอนแรกนักประดิษฐ์ตั้งใจจะใช้เทคโนโลยีนี้สำหรับระบบเก็บเงิน ผลิตภัณฑ์ไร้สายตัวแรกที่นำออกสู่ตลาดอยู่ภายใต้ชื่อ WaveLAN ที่มีอัตราข้อมูลดิบของ 1 Mbit/s และ 2 Mbit/s

     วิก เฮส์ผู้เป็นประธานของ IEEE 802.11 เป็นเวลา 10 ปีและเรียกว่า “บิดาแห่ง Wi-Fi” ได้มีส่วนร่วมในการออกแบบ 802.11b และ 802.11a มาตรฐานเริ่มต้นภายใน IEEE.

     นักวิทยุ-ดาราศาสตร์ชาวออสเตรเลียชื่อ จอห์น โอ ซัลลิแวนได้พัฒนาสิทธิบัตรที่สำคัญที่ใช้ใน Wi-Fi ที่เป็นผลพลอยได้ในโครงการวิจัย CSIRO “การทดลองที่ล้มเหลวในการตรวจสอบหาการระเบิดหลุมดำขนาดเล็กที่มีขนาดเท่าหนึ่งอนุภาคอะตอม” ในปี ค.ศ. 1992 และ ปี ค.ศ. 1996 องค์กรของออสเตรเลียชื่อ CSIRO (the Australian Commonwealth Scientific and Industrial Research Organisation) ได้รับสิทธิบัตร สำหรับวิธีการที่ในภายหลังใช้ใน Wi-Fi ในการ “กำจัดรอยเปื้อน”ของสัญญาณ.

     ในปี ค.ศ. 1999 Wi-Fi Alliance จัดตั้งขึ้นเป็นสมาคมการค้าเจ้าของเครื่องหมายการค้า Wi-Fi ซึ่งผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ที่ใช้ Wi-Fi จะมีเครื่องหมายนี้

     ในเดือนเมษายน ค.ศ. 2009 14 บริษัทเทคโนโลยีตกลงที่จะจ่าย 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้กับ CSIRO สำหรับการละเมิดสิทธิบัตรของ CSIRO สิ่งนี้ทำให้ Wi-Fi กลายเป็นสิ่งประดิษฐ์ ของออสเตรเลีย แม้ว่าจะเป็นเรื่องของการโต้เถียงกันอยู่ ในปี ค.ศ. 2012 CSIRO ยังชนะคดีและจะได้รับเงินชดเชยเพิ่มเติม 220 ล้าน$ สำหรับการละเมิดสิทธิบัตร Wi-Fi กับบริษัทระดับโลกในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์แก่ CSIRO ที่คาดว่าจะมีมูลค่าเพิ่มอีก $ 1 พันล้านดอลลาร์

มาตรฐาน IEEE 802.11

     IEEE 802.11 ถือเป็นมาตรฐานเครือข่ายไวเลสแลน โดยมีการกำหนดอักษรย่อของมาตรฐานต่างๆ แบ่งออกเป็น a, b, g และ n โดยแต่ละมาตรฐานมีความเร็วและใช้คลื่นความถี่ที่แตกต่างกันออกไปดังต่อไปนี้

     IEEE 802.11a คลื่นความถี่ 5 GHz ความเร็วในการรับส่งข้อมูล 54 Mbps ในประเทศไทยไม่อนุญาติให้ใช้คลื่นความถี่นี้

     IEEE 802.11b คลื่นความถี่ 2.4 GHz ความเร็วในการรับส่งข้อมูล 11 Mbps

     IEEE 802.11g คลื่นความถี่ 2.4  GHz ความเร็วในการรับส่งข้อมูล 54 Mbps

     IEEE 802.11n คลื่นความถี่ 2.4 ความเร็วในการรับส่งข้อมูล 300 Mbps

     IEEE 802.11ac คลื่นความถี่ 5.1 GHz มาตรฐานใหม่ล่าสุด ความเร็วในการรับส่งข้อมูล 6,930 Mbps หรือประมาณ 6.93 Gbps

ประวัติมาตรฐาน IEEE 802.11

     IEEE 802.11a – เสร็จสมบูรณ์เมื่อปี ค.ศ. 1999 โดยออกเผยแพร่ช้ากว่าของมาตรฐาน IEEE 802.11b ใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า OFDM (Orthogonal Frequency Division Multiplexing) เพื่อปรับปรุงความเร็วในการส่งข้อมูลให้วิ่งได้สูงถึง 54 Mbps บนความถี่ 5Ghz ซึ่งจะมีคลื่นรบกวนน้อยกว่าความถี่ 2.4 Ghz ที่มาตรฐานอื่นใช้กัน ที่ความเร็วนี้สามารถทำการแพร่ภาพและข่าวสารที่ต้องการความละเอียดสูงได้ อัตราความเร็วในการรับส่งข้อมูลสามารถปรับระดับให้ช้าลงได้ เพื่อเพิ่มระยะทางการเชื่อมต่อให้มากขึ้น แต่ทว่าข้อเสียก็คือ ความถี่ 5 Ghz นั้น หลายๆประเทศไม่อนุญาตให้ใช้ เช่นประเทศไทย เพราะได้จัดสรรให้อุปกรณ์ประเภทอื่นไปแล้ว และเนื่องด้วยการที่มาตรฐานนี้ ใช้การเชื่อมต่อที่ความถี่สูงๆ ทำให้มาตรฐานนี้ มีระยะการรับส่งที่ค่อนข้างใกล้ คือ ประมาณ 35 เมตร ในโครงสร้างปิด(เช่น ในตึก ในอาคาร) และ 120 เมตรในที่โล่งแจ้งและด้วยความที่ส่งข้อมูลด้วยความถี่สูงนี้ ทำให้การส่งข้อมูลนั้นไม่สามารถทะลุทะลวงโครงสร้างของตึกได้มากนัก อุปกรณ์ไร้สายที่รองรับเทคโนโลยี IEEE 802.11a นี้ไม่สามารถเข้ากันได้กับอุปกรณ์ที่รองรับมาตรฐาน IEEE 802.11b และ IEEE 802.11g ที่จะอธิบายด้านล่างนี้ได้ อีกทั้งอุปกรณ์ของ IEEE 802.11a ยังมีราคาสูงกว่า IEEE 802.11b ด้วย ดังนั้นอุปกรณ์ IEEE 802.11a จึงได้รับความนิยมน้อยกว่า IEEE 802.11b มาก จึงทำให้ไม่ค่อยเป็นที่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร

     IEEE 802.11b – เสร็จสมบูรณ์เมื่อปี ค.ศ. 1999 ใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า CCK (Complimentary Code Keying) ผนวกกับ DSSS (Direct Sequence Spread Spectrum) เพื่อปรับปรุงความสามารถของอุปกรณ์ให้รับส่งข้อมูลได้ด้วยความเร็วสูงสุดที่ 11 Mbps ผ่านคลื่นวิทยุความถี่ 2.4 GHz เนื่องจากการใช้คลื่นความถี่ที่ต่ำกว่าอุปกรณ์ที่รองรับมาตรฐาน IEEE 802.11a ทำให้อุปกรณ์ที่ใช้มาตรฐานนี้จะมีความสามารถในการส่งคลื่นสัญญาณไปได้ไกลกว่าคือประมาณ 38 เมตรในโครงสร้างปิดและ 140 เมตรในที่โล่งแจ้ง รวมถึง สัญญาณสามารถทะลุทะลวงโครงสร้างตึกได้มากกว่าอุปกรณ์ที่รองรับกับมาตรฐาน IEEE 802.11a ด้วย ปัจจุบันผลิตภัณฑ์อุปกรณ์เครือข่ายไร้สายภายใต้มาตรฐานนี้ได้รับการผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก โดยอุปกรณ์ที่ใช้ความถี่ย่านนี้ก็เช่น IEEE 802.11, Bluetooth, โทรศัพท์ไร้สาย, และเตาไมโครเวฟ และที่สำคัญแต่ละผลิตภัณฑ์มีความสามารถทำงานร่วมกันได้ อุปกรณ์ของผู้ผลิตทุกยี่ห้อต้องผ่านการตรวจสอบจากสถาบัน Wi-Fi Alliance เพื่อตรวจสอบมาตรฐานของอุปกรณ์และความเข้ากันได้ของแต่ละผู้ผลิต ปัจจุบันนี้นิยมนำอุปกรณ์ WLAN ที่มาตรฐาน 802.11b ไปใช้ในองค์กรธุรกิจ สถาบันการศึกษา สถานที่สาธารณะ และกำลังแพร่เข้าสู่สถานที่พักอาศัยมากขึ้น มาตรฐานนี้มีระบบเข้ารหัสข้อมูลแบบ WEP ที่ 128 บิต

     IEEE 802.11g – เสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 2003 ทางคณะทำงาน IEEE 802.11g ได้นำเอาเทคโนโลยี OFDM ของ 802.11a มาพัฒนาบนความถี่ 2.4 Ghz จึงทำให้ใช้ความเร็ว 36-54 Mbps ซึ่งเป็นความเร็วที่สูงกว่ามาตรฐาน 802.11b ซึ่ง 802.11g สามารถปรับระดับความเร็วในการสื่อสารลงเหลือ 2 Mbps ได้ตามสภาพแวดล้อมของเครือข่ายที่ใช้งาน มาตรฐานนี้เป็นที่ยอมรับจากผู้ใช้เป็นจำนวนมากและกำลังจะเข้ามาแทนที่ 802.11b ในอนาคตอันใกล้
นอกจากที่กล่าวมาข้างต้นนี้มีบางผลิตภัณฑ์ใช้เทคโนโลยีเฉพาะตัวเข้ามาเสริม ทำให้ความเร็วเพิ่มขึ้นจาก 54 Mbps เป็น 108 Mbps แต่ต้องทำงานร่วมกันเฉพาะอุปกรณ์ที่ผลิตจากบริษัทเดียวกันเท่านั้น ซึ่งความสามารถนี้เกิดจากชิป (Chip) กระจายสัญญาณของตัวอุปกรณ์ที่ผู้ผลิตบางรายสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการรับส่ง สัญญาณเป็น 2 เท่าของการรับส่งสัญญาณได้แต่ปัญหาของการกระจายสัญญาณนี้จะมีผลทำให้อุปกรณ์ ไร้สายในมาตรฐาน 802.11b มีประสิทธิภาพลดลงด้วยเช่นกัน

     IEEE 802.11n – เสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 2009 ทำงานบนย่านความถี่ 2.4 และ 5 GHz โดยที่สามารถให้อัตราการส่งถ่ายข้อมูลสูงสุดถึง 300 Mbps มีความสามารถในการส่งคลื่นสัญญาณ ได้ระยะประมาณ 70 เมตรในโครงสร้างปิด และ 250 เมตรในที่โล่งแจ้ง เพิ่มความสามารถในการกันสัญญาณกวนจากอุปกรณ์อื่นๆ ที่ใช้ความถี่ 2.4GHz เหมือนกัน และสามารถรองรับอุปกรณ์มาตรฐาน IEEE 802.11b และ IEEE 802.11g ได้
802.11-2012 – ในปี 2007 กลุ่มงาน TGmb ได้รับการอนุมัติให้รวบรวมการแก้ไขทั้งหมดให้เป็นเวอร์ชันที่เรียกว่า REVmb หรือ 802.11mb ที่ประกอบด้วย 802.11k, r, y, n, w, p, z, v, u, s ตีพิมพ์วันที่ 29 มีนาคม 2012

     802.11ac – เป็นมาตรฐานที่ 5 GHz ให้ทรูพุทกับแลนไร้สายแบบหลายสถานีสูงกว่าที่อย่างน้อย 1 Gbps และสำหรับลิงก์เดี่ยวที่อย่างน้อย 500 Mbps โดยการใช้ RF แบนด์วิธที่กว้างกว่า(80 หรือ 160 MHz) สตรีมมากกว่า (สูงถึง 8 สตรีม) และมอดูเลทที่ความจุสูงกว่า(สูงถึง 256 QAM)

     802.11ad – หรือ “WiGig” เกิดจากการผลักดันจากผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ ในวันที่ 24 กรกฎาคม 2012 Marvell และ Wilocity ได้ประกาศการเป็นคู่ค้าใหม่เพื่อนำ Wi-Fi solution แบบ tri-band ใหม่ออกสู่ตลาด โดยการใช้ความถี่ที่ 60 GHz ทรูพุททางทฤษฎีสูงสุดถึง 7 Gbps มาตรฐานนี้จะออกสู่ตลาดได้ราวต้นปี 2014


ขอบคุณเนื้อหาจาก วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี, modify.in.th
2
ทางแผนก Support Plenty Computer ขอเรียนแจ้งเรื่องการอัพเดตเวอร์ชั่นของ App "View Mycam" ให้กับลูกค้าที่ใช้กล่อง IP Camera รุ่น MYCAM หรือ IP-C70HR บนระบบปฎิบัติการ Android และ IOS ดังนี้


สืบเนื่องจาก เมื่อประมาณ วันที่ 12 มิถุนายน 2560 ทางโรงงานกล้องมีการอัพเดตเวอร์ชั่นของ App "View Mycam" ครั้งใหญ่ สืบเนื่องจากมีกลุ่มผู้ไม่หวังดี ใช้ช่องทางระบบ P2P เทคโนโลยี ที่กล้องรุ่นใหม่ ๆ ในตลาดนิยมใช้เชื่อมต่อกับ Server โดยจะสุ่มเชื่อมต่อด้วย Username กับ Password จากโรงงานของกล้อง เพื่อวัตถุประสงค์ในการไม่ดี ตั้งแต่การแอบดูกล้อง หรือดึงข้อมูลจาก SD-Card จนถึง ลบข้อมูลใน Flash Rom ของกล้องทิ้งเลย  ทำให้กล้องใช้งานไม่ได้ ซึ่งเป็นวิธีที่ทำให้กล้องเสียหายจนถึงขั้นต้องเปลี่ยนตัวเลยทีเดียว

ดังนั้น ทางผู้พัฒนา App จึงต้องเพิ่มระบบความปลอดภัยของการเข้ารหัสดูกล้อง ให้มีความปลอดภัยยิ่งขึ้น ซึ่งผู้ใช้ที่อัพเดต App ในช่วงนั้น จะสังเกตุได้ว่า App มีการแจ้งเตือนบางอย่างทีเพิ่มขึ้นมา และกับลูกค้าบางรายอาจจะประสบปัญหาดูกล้องไม่ได้ หรือบางราย ก็ยังไม่เข้าใจเกี่ยวกับระบบการแจ้งเตือนของ App ในครั้งนี้ โดยการแจ้งเตือนของ App ที่มีการอัพเดตล่าสุด จะมีด้วยกัน 3 แบบ ดังนี้


แบบที่ 1 : Empty Password ! (จะไม่สามารถดูกล้องได้จนกว่าจะเปลี่ยน Password)
เป็นการแจ้งเตือนจาก App (1) ผู้ใช้ทราบว่า Password ของกล้องไม่ได้ถูกตั้งไว้ โดยอาจจะเป็นค่าจากโรงงานที่ปล่อยว่างไว้ ซึ่ง App จะขึ้นหน้าต่างให้ผู้ใช้ยอมรับการตั้งค่ารหัสผ่านกล้องใหม่ (2) ให้กดปุ่ม OK เพื่อเข้าไปเปลี่ยน User กับ Password (3) ซึ่งการตั้งค่าแบบสมบูรณ์ ก็คือ เปลี่ยน User จาก "admin" เป็นตัวภาษาอังกฤษชื่ออื่น ส่วน PWD หรือ "password" กล้อง ให้ตั้งเป็นรหัสที่มีตัวเลข ผสมตัวอักษรภาษาอังกฤษ แล้วจากนั้นก็กดปุ่ม Done (4) เพื่อกลับไปดูกล้องตามปรกติ



** หลังจากปุ่ม Done แล้ว กล้องจะยังดูไม่ได้ ให้รอกล้อง Reboot ตัวเองประมาณ 1 - 2 นาทีครับ จากนั้นสถานะจะกลับมาออนไลน์ปรกติ


แบบที่ 2 : Weak Password ! และ Weak User ! (จะยังสามารถดูกล้องได้ แต่จะมีข้อความแจ้งเตือนตลอดเวลา)
เป็นการแจ้งเตือนจาก App (1) ให้ผู้ใช้ทราบว่า Password หรือ User ของกล้องมีความปลอดภัยที่อ่อนเกินไป ซึ่งอาจจะสุ่มเสี่ยงต่อการคาดเดาจากผู้ไม่หวังดีได้ง่าย ทั้งนี้ ผู้ใช้สามารถปล่อยว่างให้มีข้อความแจ้งเตือนได้ไม่มีปัญหา โดย App จะยังยอมให้สามารถเข้าไปดูกล้องได้ตามปรกติ แต่ในกรณีที่ต้องการเข้าไปเปลี่ยน Password หรือ User เพื่อไม่ให้ App มีการแจ้งเตือนที่กวนใจก็สามารถทำได้ โดยคลิกที่รูปเฟืองตรงรายชื่อกล้องที่ต้องการเปลี่ยน (2)จากนั้นเข้าไปที่เมนู "User Setting" เพื่อไปเปลี่ยน Username กับ Password (3) ดังรูป



** หลังจากปุ่ม Done แล้ว กล้องจะยังดูไม่ได้ ให้รอกล้อง Reboot ตัวเองประมาณ 1 - 2 นาทีครับ จากนั้นสถานะจะกลับมาออนไลน์ปรกติ


แบบที่ 3 : Username or Password Mistake ! (จะไม่สามารถดูกล้องได้ จนกว่าจะแก้ไข Error)
เป็นการแจ้งเตือนจาก App (1) ให้ผู้ใช้ทราบว่า Password หรือ User ของกล้องที่ตั้งค่าใน App นั้น ไม่ตรงกับค่าที่ตั้งในกล้องครับ กรณีนี้ อาจจะเกิดจากการที่ผู้ใช้มี มือถือหลายเครื่อง ซึ่งได้มีการเปลี่ยน Username หรือ Password ของกล้องใหม่ ตามแบบที่ 1 กับ 2 แต่ยังไม่ได้ Update ในมือถือเครื่องอื่น ๆ ครับ วิธีแก้ไข แบบง่าย ก็คือ ลบกล้องในมือถือทิั้ง แล้วก็ Add ใหม่ ด้วย Username กับ Password ใหม่ครับ หรือไม่ ก็แก้ไขจากเมนู "User Setting" (2) ตามรูปตัวอย่างครับ




ปัญหาหลังจากอัพเดต App : App เด้งเมื่อใช้กับมือถือ Android บางรุ่น (แนะนำให้อัพเดตแอพเป็นเวอร์ชั่น วันที่ 6 สิงหาคม 2560)
สำหรับมือถือ Android บางรุ่น ที่อัพเดตเวอร์ชั่นของ App "View Mycam" ในช่วงวันที่ 12 มิถุนายน 2560 - 5 สิงหาคม 2560 แล้วเจอปัญหาเรื่อง App เด้งหลุด เข้าไปดูกล้องไม่ได้นั้น เบื้องต้นเจอปัญหาว่า จะเด้งหลุดในกรณีที่ App ยังมีการแจ้งเตือนอย่างใด อย่างหนึ่งอยู่ตามแบบที่ 2 ครับ วิธีแก้ก็คือ ผู้ใช้ต้องเข้าไปเปลี่ยนชื่อ Username กับ Password ตามที่แนะนำครับ ซึ่งต้อง Reset กล้องแล้วตั้งค่าใหม่ ตรงนี้ดูเหมือนจะยุ่งยากครับ ส่วนวิธีแก้อย่างที่ 2 คือ อัพเดต App อีกครั้งให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุด โดยทางผู้พัฒนา App ได้ Upload App ขึ้นไปใน Play Store แล้วตั้งแต่ วันที่ 6 สิงหาคม 2560 ครับ สามารถเช็คได้จากรายละเอียดของหน้า Play Store ดังรูป



กรณีที่ผู้ใช้เจอปัญหา เรื่องกล้อง หรือ App "View Mycam" ใช้งานไม่ได้ ก็สามารถติดต่อกับทาง Support Plenty ได้หลายช่องทางครับ ไม่ว่าจะเป็น Email = support@plentycomputer.com หรือเบอร์โทรศัพท์ 02-3122345 หรือเบอร์มือถือในกรณีหลังเวลาทำการคือ 086-3697855 ครับ

โดยความเคารพอย่างสูง
Plenty Support Team
3
แนะนำการตั้งค่า / การตั้งค่าใช้งานในโหมด Repeater WISP Mode
« กระทู้ล่าสุด โดย Plenty Support Team เมื่อ กรกฎาคม 25, 2017, 10:46:52 AM »
     ในโหมดของการใช้งานอุปกรณ์เป็น Repeater WISP นั้น ตัวอุปกรณ์จะทำหน้าที่เป็นตัวช่วยกระจายสัญญาณของตัวหลักอีกทอดหนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่เหมือนกับโหมด Wireless Router Dynamic IP/DHCP ครับ ต่างกันตรงที่ ในโหมดนี้นั้น ไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่อสาน LAN ระหว่าง Modem เข้ามาหา Router ครับ ซึ่งตัว Router จะทำการดึงสัญญาณ Wireless ของ Modem มาเพื่อกระจายต่อนั่นเองครับ ซึ่งข้อดีก็คือเราไม่จำเป็นต้องเดินสาย LAN ภายในบ้านให้วุ่นวายนั่นเองครับ แต่แน่นอนครับว่า การใช้งานโหมดนี้เป็นการเชื่อมต่อกันของอุปกรณ์ผ่านทาง Wireless ซึ่งก็ต้องขอบอกตามตรงว่า สัญญาณ Wireless นั้น เอาแน่เอานอนไม่ได้ครับ และอุปกรณ์ Wireless Router เองก็ต้องทำหน้าที่ทั้งรับและส่งพร้อมกัน จึงจะทำให้สปีดที่ได้นั้น ต้องตกลงไปอย่างน้อย ๆ ครึ่งหนึ่งครับ

     ในส่วนของการตั้งต่ามีดังนี้ครับ

     เริ่มด้วยการเชื่อมต่ออุปกรณ์เข้ากับคอมพิวเตอร์ครับ โดยต่อสาย LAN เข้ากับช่อง LAN ของคอมพิวเตอร์ตามปกติแล้วลากสาย LAN อีกข้างนึงมาต่อกับ Wireless Router ในช่อง LAN ครับ (ดังรูป)
     Note : ไม่ต้องต่อสายจาก Modem ตัวหลักมาหา Wireless Router



     เมื่อทำการเชื่อมต่อสายสัญญาณต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว ให้ทำการเปิด Web Browser ขึ้นมาแล้วเข้าไปที่ netis.cc หรือ 192.168.1.1 จะพบกับหน้า Quick Setup ครับ โดยเลือก Internet Connection Type เป็น Dynamic IP หรือ DHCP ครับ จากนั้นในหัวข้อ Wireless Setup ให้ตั้งชื่อและรหัส WIFI สำหรับให้อุปกรณ์อื่นมองเห็นและเชื่อมต่อครับ ให้ทำการตั้งชื่อและรหัสได้ตามที่ต้องการครับ ข้อกำหนดในการตั้งมีดังนี้ครับ
- ชื่อที่ตั้งนั้น แนะนำให้ตั้งเป็นชื่อที่เป็นภาษาอังกฤษเท่านั้นครับไม่ควรมีอักษรพิเศษ เนื่องจากอาจมีอุปกรณ์บางตัวไม่รองรับอักษรพิเศษและจะทำให้ไม่สามารถเชื่อมต่อและใช้งานได้ครับ
- การตั้งรหัสผ่าน แนะนำให้ตังเป็นตัวเลขหรือตัวอักษรอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 8 ตัวครับ (หลังจากที่ตั้งชื่อ-รหัสผ่านแล้วก็ให้กด Save ครับ)



     เมื่อทำการ Save แล้ว อุปกรณ์จะเข้ามาที่หน้า Status อัตโนมัติครับ ซึ่งในหน้านั้น จะเป็นหน้าที่ใช้แสดงสถานะการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ทั้งสองตัว(Modem>Wireless Router) ว่าเชื่อมต่อกันได้หรือไม่ ซึ่งในปัจุบันจะยังไม่มีการเชื่อมต่อกับตัวหลักได้ Link Status จะยังคงเป็น Disconnect อยู่ครับ



     ให้เข้ามาในเมนู Network > WAN ครับ จะพบกับหัวข้อ WAN Type ครับ ซึ่งจะเป็นการเลือกโหมดการเชื่อมว่าจะให้ Wireless Router เชื่อมต่อกับ Modem ผ่านทางช่องทางไหน ในที่นั้เร้าจะตั้งให้เป็น Repeater ก็ต้องเลือกเป็น Wireless ครับ (สำหรับ Wired จะเป็นการเชื่อมต่อผ่านทางสาย LAN ครับ) ในส่วนของ Wireless Type นั้น ให้เลือกย่านความถี่ที่ต้องการจะจับสัญญาณมาครับ (สำหรับบางอุปกรณ์อาจไม่มีให้เลือกเนื่องจากอุปกรณ์รุ่นนั้นไม่ได้รองรับย่านความถี่ทั้งสองย่านครับ(2.4GHz-5GHz))



      จากนั้นให้ทำการกดปุ่ม AP Scan เพื่อให้อุปกรณ์ค้นหาสัญญาณที่อยู่รอบ ๆ ครับ โดยจะมีชื่อของสัญญาณเรียงลำดับขึ้นมาครับ ให้มองหาชื่อสัญญาณที่ต้องการ และตรวจสอบระดับสัญญาณในช่อง Signal Strength ครับว่าอยู่ในระดับที่พอเหมาะหือไม่ครับ โดยค่า Signal Strength นั้น จะต้องไม่ต่ำกว่า 30% ครับ เมื่อได้สัญญาณที่ต้องการแล้วให้ติ๊กเลือกที่ช่อง Connect ที่อยู่ท้ายสุด จากนั้นกดปุ่ม Connect ด้านล่างครับ



     หลังจากกด Connect แล้วนั้น จะเห็นว่า ช่อง SSID ในหัวข้อ WISP Setting นั้นมีชื่อ WIFI ของตัวที่เลือกมาอยู่ และ Authentication Type ก็เป็นโหมดเดียวกันกับตัวหลักแล้ว(หากไม่ตรงกันให้ตรวจสอบและเลือกให้ตรงกันครับ)
     ในหัวข้อ WPA2-PSK(หรือบางอุปกรณ์อาจเป็น WPA-PSK) นั้น ให้ทำกรกรอกรหัส WIFI ของตัวที่เลือกมาลงไปให้ถูกต้องครับ เมื่อกรอกค่าทุกอย่างเรียบร้อยและถูกต้องแล้ว ให้กดปุ่ม Save ด้านล่างครับ



     อุปกรณ์จะทำการ Save ค่าที่ตั้งเมื่อสักครู่  แต่จะไม่ได้ทำการรีบู๊ทตัวเองครับ ให้คลิกเข้ามาที่เมนู Status เพื่อตรวจสอบการเชื่อมต่อครับ



     จะเห็นว่า Connection Type ในหัวข้อ WAN นั้นเป็นโหมด WISP -Dynamic IP และ Link Status ก็เป็น Connected ครับ ซึ่งก็หมายความว่าในตอนนรี้สามารถใช้งานอุปกรณ์ Wireless Router ในโหมด Repeater WISP ได้แล้วนั่นเองครับ

     Note : หาก Link Status ไม่ขึ้น Connected  ให้ลองกดปุ่ม Connect และลอง Refresh หน้าเพจ และดูสถานะใหม่ครับ
4
แนะนำการตั้งค่า / การตั้งค่าใช้งานในโหมด Wireless Router (Dynamic IP/DHCP)
« กระทู้ล่าสุด โดย Plenty Support Team เมื่อ กรกฎาคม 24, 2017, 11:01:12 AM »
     การใช้งานในโหมด Dynamic IP หรือ DHCP นั้น เรียกได้ว่าเป็นโหมดการใช้งานพื้นฐานที่ง่ายที่สุดครับ ซึ่งอุปกรณ์ Wireless Router ส่วนใหญ่จะมีค่า Default มาในโหมดนี้อยู่แล้วครับ เพื่อให้ง่ายต่อการใช้งานครับ ซึ่งโดยปกติแล้วในโหมดนี้นั้น เรียกได้ว่าแทบที่จะไม่ต้องตั้งค่าอุปกรณ์ก็สามารถใช้งานได้เลยครับ  ส่วนที่ต้องตั้งค่านั้นจะเป็นส่วนของการตั้งค่าชื่อกับรหัสผ่าน WIFI เท่านั้นครับ
     เริ่มต้นการตั้งค่าด้วยการเชื่อมต่ออุปกรณ์ครับ โดยเรื่มจากนำสาย LAN ต่อเข้ากับ Modem ตัวหลัก(ในช่อง LAN) และลากมาต่อที่ Wireless Router ในช่อง WAN ครับ และต่อสาย LAN อีกเส้นจากช่อง LAN ของ Wireless Router เข้ามาที่เครื่องคอมพิวเตอร์ครับ (ดังรูป)



     เมื่อทำการเชื่อมต่อสายสัญญาณต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว ให้ทำการเปิด Web Browser ขึ้นมาแล้วเข้าไปที่ netis.cc หรือ 192.168.1.1 จะพบกับหน้า Quick Setup ครับ โดยจะมีรายละเอียดการตั้งค่าดังนี้ครับ
1. Internet Connection Type เป็นการเลือกโหมดในการใช้งาน(ค่า Default ที่เลือกมาให้เป็น Dynamic IP อยู่แล้ว)
2. Wireless Setup เป็นการตั้งชื่อและรหัส WIFI สำหรับให้อุปกรณ์อื่นมองเห็นและเชื่อมต่อครับ ให้ทำการตั้งชื่อและรหัสได้ตามที่ต้องการครับ ข้อกำหนดในการตั้งมีดังนี้ครับ
- ชื่อที่ตั้งนั้น แนะนำให้ตั้งเป็นชื่อที่เป็นภาษาอังกฤษเท่านั้นครับไม่ควรมีอักษรพิเศษ เนื่องจากอาจมีอุปกรณ์บางตัวไม่รองรับอักษรพิเศษและจะทำให้ไม่สามารถเชื่อมต่อและใช้งานได้ครับ
- การตั้งรหัสผ่าน แนะนำให้ตังเป็นตัวเลขหรือตัวอักษรอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 8 ตัวครับ (หลังจากที่ตั้งชื่อ-รหัสผ่านแล้วก็ให้กด Save ครับ)



     เมื่อทำการ Save แล้ว อุปกรณ์จะเข้ามาที่หน้า Status อัตโนมัติครับ ซึ่งในหน้านั้น จะเป็นหน้าที่ใช้แสดงสถานะการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ทั้งสองตัว(Modem>Wireless Router) ว่าเชื่อมต่อกันได้หรือไม่ครับ



     จะเห็นว่าในหัวข้อ WAN นั้นจะมี Link Status ขึ้นเป็น Connected และมีเลข IP ที่ได้รับจาก Modem มาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งก็แปลว่าตอนนี้เราสามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านอุปกรณ์ Wireless Router ได้แล้วนั่นเองครับ
5
     สวัสดีครับ  ก่อนที่จะเข้าถึงเนื้อหาการตั้งค่าในโหมดต่าง ๆ นั้น อันดับแรกผมจะขอแนะนำโหมดการใช้งาน หรือรูปแบบการเชื่อมต่ออุปกรณ์ในลักษณะต่าง ๆ กันก่อนครับ
     โหมดในการใช้งานหลัก ๆ ที่ผมจะแนะนำนั้นมีอยู่ด้วยกัน 5 โหมด ดังนี้ครับ

     1. รูปแบบการเชื่อมต่อแบบ Wireless Router Mode(Dynamic IP/DHCP)
     2. รูปแบบการเชื่อมต่อแบบ Repeater WISP Mode (wireless internet service provider)
     3. รูปแบบการเชื่อมต่อแบบ Wireless Router Mode (PPPoE)
     4. รูปแบบการเชื่อมต่อแบบ Wireless AP Mode (Access Point)
     5. รูปแบบการเชื่อมต่อแบบ Repeater Universal Mode

    - มาเริ่มจากรูปแบบแรกครับ รูปแบบการเชื่อมต่อแบบ Wireless Router Mode(Dynamic IP/DHCP) เรียกไ้ว่าโหมดนี้นั้นเป็นโหมดพึ้นฐานที่ง่ายที่สุดในการใช้งานครับ โดยอุปกรณ์เร้าเตอร์จะทำหน้าที่เป็นตัวช่วยส่งสัญญาณ เรียกง่าย ๆ คือ เป็นตัวปล่อยสัญญาณ WIFI จุดที่สองครับ
 


     ลักษณะของการทำงานคือ ตัวเร้าเตอร์จะทำหน้าที่รับที่อยู่ IP  จากโมเด็มหรือเร้าเตอร์มา  และจ่าย IP ในวงของตัวเองต่อให้กับ Client ที่เชื่อมต่อเข้ามา เหมาะกับการใช้งานอินเทอร์เน็ตเพียงอย่างเดียวเท่านั้นครับ โดยให้สังเกตุดังรูปด้านบนครับ จะเห็นว่า IP ของอุปกรณ์ทั้งสองฝั่งนั้นเป็นชุด IP คนละวงกันครับ  ซึ่งถ้าหากมีการเชื่อมต่อที่เครื่องหลัก ก็จะได้ชุด IP ของตัวหลักมา  และหากต่อกับตัวรอง  ก็จะได IP ของตัวรองมา ซึ่งอุปกรณ์ทั้งสองตัวจะทำหน้าที่แยกกันครับ จึงไม่เหมาะกับการใช้งานที่ต้องมีการ Forward Port หรือแชร์ข้อมูลระหว่างเครื่องครับ

    - รูปแบบต่อมาเป็น รูปแบบการเชื่อมต่อแบบ Repeater WISP Mode (wireless internet service provider) รูปแบบในการทำงานจะเป็นแบบเดียวกับโหมด Dynamic IP/DHCP ครับ 



     ข้อแตกต่างจะมีดังนี้ครับ ในโหมด Dynamic IP/DHCP นั้น เราจะตั้งเดินสายสัญญาณ(LAN/RJ-45) เข่ามาต่อที่ตัวอุปกรณ์โดยตรงเท่านั้นถึงจะสามารถใช้งานได้ครับ  แต่ในโหมดนี้นั้น เราไม่จำเป็นจะต้องเดินสายสัญญาณ(LAN/RJ-45) เข้ามาเชื่อมต่อครับ  โดยอุปกรณ์จะทำหน้าที่รับสัญญาณอินเทอร์เน็ตผ่านทาง Wireless เข้ามาเพื่อการจายต่อแทนครับ ข้อดีของการใช้งานในโหมดนี้คือ ความสะดวกสะบายครับ เหมาะกับลูกค้าที่ไม่ต้องการลากสายหรือไม่สะดวกในการลากสายสัญญาณเข้ามาเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ทั้งสองตัวครับ ถึงแม้จะสะดวกสะบาย  แต่แน่นอนครับว่าต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยนครับ  ข้อเสียของการใช้งานในโหมดนี้คือ สปีดที่ได้นั้นจะลดลงครึ่งต่อครึ่งโดยประมาณครับ  เช่นตัวหลักส่งมา 300Mbps ตัวรองก็จะเหลืออยู่ที่ 144Mbps ครับ ในส่วนต่อมาจะเป็นปัญหาในเรื่องของสัญญาณครับ แน่นอนครับ การเชื่อมต่อผ่านสัญญาณไร้สายเป็นสิ่งที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ จะใช้ได้ดีหรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับพื้นที่ที่ใช้งาน และปัจจัยรบกวนอื่น ๆ อีกหลายอย่างที่จะส่งผลกระทบต่อสัญญาณที่ส่งเข้ามาและส่งออกไปครับ

    - รูปแบบต่อมาเป็น รูปแบบการเชื่อมต่อแบบ Wireless Router Mode (PPPoE) รูปแบบนี้มักจะเจอในแพ็คเกจอินเทอร์เน็ตที่เป็นรูปแบบ FTTX หรือไฟเบอร์ออฟติก ครับ




     ลักษณะการทำงานคือเร้าเตอร์จะเป็นตัว Connect กับ ISP โดยตรงเพื่อร้องขอการใช้งานอินเทอร์เน็ตแทนโมเด็ม ซึ่งตัวโมเด็มต้องตั้งค่าให้เป็น Bridge Mode (สะพาน) หรือพูดง่าย ๆ คือ ให้โมเด็มเป็นเพียงแค่ตัวแปลงสัญญาณที่มาในรูปแบบ RJ-11(สายโทรศัพท์) หรือ Fiber Optic ให้เป็นรูปแบบ RJ-45(สาย LAN) แล้วตั้งค่าเร้าเตอร์ให้เชื่อมต่อกับกับโมเด็ม โดยที่ตัวเร้าเตอร์จะต้องใช้งานในโหมด PPPoE เท่านั้นครับ  อย่างที่บอกไปแล้วข้างต้นนั้นว่า ตัวเร้าเตอร์จะเป็นตัวร้องขออินเทอร์เน็ตแทนโมเด็ม ซึ่งระบบการจัดการค่าทุก ๆ อย่าง  ไม่ว่าจะเป็นการจ่าย IP ให้กับ Client ที่มาเชื่อมต่อ การจัดการค่า Forward Port เป็นต้นครับ
     โหมดนี้เหมาะกับลูกค้าที่ไม่ชอบใช้โมเด็มที่แถมมากับแพ็กเกจ หรือฟังชั่นบางอย่างของโมเด็มไม่มี  แต่เร้าเตอร์มีครบทุกฟังชั่นที่ต้องการ หรือต้องการให้เร้าเตอร์เป็นตัวจัดการค่าแทนโมเด็มทั้งหมดครับ

    - รูปแบบต่อมาเป็น รูปแบบการเชื่อมต่อแบบ Wireless AP Mode (Access Point) ในโหมดนี้ตัวเร้าเตอร์จะทำหน้าที่เป็นเพียงแค่ตัวกระจายสัญญาณเพียงอย่างเดียวเท่านั้นครับ  โดยค่า IP หรือค่า Config ทุกอย่าง จะมาจากโมเด็มตัวหลักโดยตรง




     โหมดนี้เหมาะกับลูกค้าที่ใช้งานกล้อง IP โดยที่มีตัวกล้องต่ออยู่หลังเร้าเตอร์อีกที หรือมีการแชร์ข้อมูลหรือ Print Server ดังรูปตัวอย่างครับ จะเห็นว่า IP ของอุปกรณ์ทั้งหมด จะอยู่ในวง LAN เดียวกัน ซึ่งอุปกรณ์ทุกตัวจะสามารถวิ่งหากันได้อย่างอิสระ ไม่ว่าจะเชื่อมต่ออยู่กับตัวหลัก หรือเชื่อมต่ออยู่กับตัวรองก็ตามครับ

    - รูปแบบการเชื่อมต่อสุดท้ายที่จะกล่าวถึงคือ รูปแบบการเชื่อมต่อแบบ Repeater Universal Mode  หลักการทำงานของโหมดนี้นั้น ให้นึกถึงรูปแบบการเชื่อมต่อแบบ  Wireless AP Mode เอาไว้ครับ  ซึ่งอุปกรณ์จะทำหน้าที่แบบเดียวกันครับ




ข้อแตกต่างของโหมดนี้คือ เป็นโหมดที่ไม่ต้องต่อสาย LAN เพื่อเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ทั้งสองตัว เหมือนกับโหมด WISP ครับ ซึ่งก็มีข้อดีที่สะดวกสะบาย และข้อเสียในเรื่องของสปีดเหมือนกันครับ 
6
Tenda Talk / บาคาร่า
« กระทู้ล่าสุด โดย บาคาร่า1 เมื่อ พฤษภาคม 08, 2017, 08:40:40 PM »


บาคาร่า
บาคาร่า Gclub มีเกมส์เดิมพันยอดนิยมให้คุณได้เลือกเล่นมากมาย ไม่ว่าจะเป็น บาคาร่า ไฮโล รูเล็ต กำถั่ว เสือมังกร สล็อตออนไลน์ และน้ำเต้าปูปลา พร้อมทั้งลิงค์ ทางเข้า จีคลับ อัปเดตใหม่ล่าสุด สามารถเข้าใช้งานได้แน่นอน นอกจากนี้ยังมี Gclub มือถือ รูปแบบใหม่ล่าสุดที่สามารถเล่น Gclub ได้ทั้งมือถือระบบ Android และ iOS สามารถเล่น บาคาร่า มือถือ พร้อมให้คุณสัมผัสความสนุกตื่นเต้นไปกับ Gclub คาสิโนออนไลน์ ได้แล้ววันนี้ ตลอด 24 ชั่วโมง

สมัครบาคาร่า
ลูกค้าที่ต้องการ สมัครสมาชิก กับทาง UFA-TH เรายินดีบริการตลอด24ชม. เราช่องทางสมัครดังนี้ สมัครมาชิก
ลูกค้าสามารถเลือกใช้บริการ สมัครสมาชิก ได้ 3 ช่องทาง
1. ผ่านทาง call center
2. ผ่านทาง line id
3. ผ่านทาง หน้าเว็บไซต์

คาสิโนออนไลน์
ที่นักพนันนิยมเลือกมาที่สุด เพราะความสะดวกสบายในการเข้าเล่น การเข้า เล่น  ผ่านเว็บ ผู้เล่นสามารถเข้าเล่นเกมส์เดิมพันได้ทันทีจากหน้าเว็บไซต์ โดยที่ไม่ต้องเสียเวลาในการดาวน์โหลดโปแกรมให้ยุ่งยาก โดยผู้เล่นสามารถเลือกลิ้งค์ทางเข้าสำหรับเล่นเกมส์ จากนั้นก็ใส่ user และ password ที่ได้รับในขั้นตอนของการสมัคร ก็สามารถเข้าเดิมพันได้ทันที
CALL CENTER ตลอด 24 ชั่วโมง

088 287 8223
088 287 8224

ID LINE : @ufathai
ID LINE : ufath

7
Tenda Talk / Re: Tenda W309R+ ติดแต่ไฟพาวเวอร์ มีวิธีแก้ไหมคับ
« กระทู้ล่าสุด โดย Plenty Support Team เมื่อ พฤษภาคม 03, 2017, 09:11:31 AM »
ผมส่งเข้าศูนย์ที่ไหนได้บ้างคับ  เปิดทำการวันไหน กี่โมง บ้างคับ  ผมอยู่บางนา

ถ้าส่งซ่อมด้วยไปรษนีย์ต้องที่อยู่ไหนคับ
เรียนลูกค้า ที่อยู่ในการจัดส่งอุปกร์สามารถจัดส่งได้ทีสำนักงใหญ่  หรือเดินทางเข้ามาที่ศูนย์บริการ รายละเอียดดังนี้ครับ
http://tenda.co.th/Contact.html
8
Tenda Talk / ขอ Firmware D305 คับ
« กระทู้ล่าสุด โดย armzoon เมื่อ พฤษภาคม 01, 2017, 11:26:11 PM »
ขอ Firmware TD-D305 ตัวเดิมที่มากับบริษัท
พอดีอัพเดทเป็นเวอร์ชั่นใหม่แล้ว เมนู Schedule Reboot หายไปคับ

s/nE6161011538000704

armzoon@gmail.com
9
Tenda Talk / Tenda W309R+ ติดแต่ไฟพาวเวอร์ มีวิธีแก้ไหมคับ
« กระทู้ล่าสุด โดย warinly เมื่อ เมษายน 29, 2017, 06:53:32 PM »
ผมส่งเข้าศูนย์ที่ไหนได้บ้างคับ  เปิดทำการวันไหน กี่โมง บ้างคับ  ผมอยู่บางนา

ถ้าส่งซ่อมด้วยไปรษนีย์ต้องที่อยู่ไหนคับ
10
Tenda Talk / ยูฟ่าเบท
« กระทู้ล่าสุด โดย ยูฟ่าเบท เมื่อ เมษายน 27, 2017, 04:14:19 PM »


ยูฟ่าเบท

ปัจจุบันเว็บพนันออนไลน์นั้นเกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย และมีมากมายให้ท่านเลือกเล่นมากมายแต่ตอนนี้เว็บไซด์น้องใหม่ล่าทีมาแรงที่สุดในยุคนี้คือ เว็บ UFABET ยูฟ่าเบท
ทางเว็บ UFABET ยูฟ่าเบท  ของเรานั้นได้นำคาสิโน ระดับโลกมาไว้ในเว็บไซด์ของเราให้ท่านได้เลือกเล่นอย่างหลากหลาย
ซึ่งมีทั้ง คาสิโน เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในประเทศไทยอย่าง บาคาร่า รูเล็ต ดาก้อน ไทเกอร์ หรือ เสือ มังกร รวมทั้งในส่วนของสล็อตอีกด้วย

 สมัครufabet
ลูกค้าที่ต้องการ สมัครสมาชิก UFABET กับทาง UFA-TH.COM เรายินดีบริการตลอด24ชม. เราช่องทางสมัครดังนี้ สมัครมาชิก
ลูกค้าสามารถเลือกใช้บริการ สมัครสมาชิก ได้ 3 ช่องทาง   
1. ผ่านทาง call center
2. ผ่านทาง line id
3. ผ่านทาง หน้าเว็บไซต์

ufabet 
เว็บไซต์ แทงบอลเงินสด ที่ให้บริการ พนันออนไลน์ อันดับหนึ่ง
ให้บริการ  แทงบอลเงินสด คาสิโนออนไลน์ มวย หวย ไม่ผ่านเอเย่น เราให้บริการด้านการเดิมพันแบบครบวงจรตลอด 24ชม.

CALL CENTER ตลอด 24 ชั่วโมง

088 287 8223
088 287 8224

ID LINE : @ufathai
ID LINE : ufath
หน้า: [1] 2 3 ... 10